Buddha

Dhamma - Buddha - Jitta - Chakra

"วันมาฆบูชา"
(Makha Bucha Day, Magha Puja Day)

    "วันมาฆบูชา"

    วันจาตุรงคสันนิบาต



    • "วันมาฆบูชา"

      วันจาตุรงคสันนิบาต

      วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา


  • "มาฆบูชา" (บาลี: มาฆปูชา | อังกฤษ: Makha Bucha, Magha Puja)

    "มาฆบูชา" เป็นชื่อของเดือน ๓ ย่อมาจากคำว่า "มาฆปูรณมีบูชา"

    หมายถึง การบูชาพระในวันพระจันทร์เต็มดวงกำลังเสวยมาฆฤกษ์

    ตามปฏิทินของอินเดีย หรือเดือน ๓ ตามปฏิทินจันทรคติของไทย

    มักอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ หรือเดือนมีนาคม

    ถ้าในปีใดมีเดือน อธิกมาส คือมีเดือน ๘ สองหน

    วันมาฆบูชาก็จะเลื่อนไปเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ หรือประมาณมีนาคม

    วันมาฆบูชาเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาของชาวพุทธเถรวาท

     

    "วันมาฆบูชา" มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "วันจาตุรงคสันนิบาต"

    คือวันที่มีการประชุมสังฆสันนิบาตครั้งใหญ่ในพุทธศาสนา ที่เรียกว่า "วันจาตุรงคสันนิบาต"

    และเป็นวันที่ "พระสัมมาสัมพุทธเจ้า" ได้ทรงแสดง "โอวาทปฎิโมกข์"

    หรือ หลักคำสอนอันเป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนาแก่พระอรหันต์สาวก

    เป็นครั้งแรก หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ๙ เดือน (๔๕ ปี ก่อนพุทธศักราช)

    ในวันที่ใกล้พระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓

    ซึ่งก่อนที่พระอรหันต์ทั้งหลายเหล่านั้นจะหันมานับถือพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า

    ต่างได้ระลึกว่า "วันศิวาราตรี" เป็นวันสำคัญของศาสนาพราหมณ์

    อันเป็นศาสนาของเดิม ซึ่งเหล่าผู้ศรัทธาพราหมณลัทธินิยมนับถือเคยปฏิบัติอยู่เดิม

    โดยจะทำการบูชา "พระศิวะ" ด้วยการลอยบาปหรือล้างบาปด้วยน้ำ

    แต่มาบัดนี้ได้เลิกลัทธิเดิมหันมานับถือพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าแล้ว

    เมื่อถึงวันเพ็ญเดือนมาฆะ ควรเดินทางไปเข้าเฝ้าบูชาฟังพระสัทธรรม "พระสัมมาสัมพุทธเจ้า"

    พระอรหันต์จำนวน ๑,๒๕๐ รูป ทั้งหลายเหล่านั้น จึงพร้อมใจกันไปเข้าเฝ้าโดยมิได้นัดหมาย

    ณ วัดเวฬุวันมหาวิหาร กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ อันเป็นที่ประทับ (ประเทศอินเดียในปัจจุบัน)

    โดยมีคณะทั้ง ๔ คือ คณะศิษย์ของชฎิล ๓ พี่น้อง คือ

    คณะพระอุรุเวลกัสสปะ (มีศิษย์ ๕๐๐ องค์)

    คณะพระนทีกัสสปะ (มีศิษย์ ๓๐๐ องค์)

    คณะพระคยากัสสปะ (มีศิษย์ ๒๐๐ องค์)

    และคณะของพระอัครสาวกคือคณะพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะ (มีศิษย์ ๒๕๐ องค์)

    รวมนับจำนวนได้ ๑,๒๕๐ รูป (จำนวนนี้ไม่ได้นับรวมชฎิล ๓ พี่น้อง และพระอัครสาวกทั้งสอง)

     

    "จาตุรงคสันนิบาต"

    แยกศัพท์ได้ดังนี้ คือ "จาตุร" แปลว่า "๔ องค์" ส่วน "สันนิบาต" แปลว่า "ประชุม"

    ฉะนั้น "จาตุรงคสันนิบาต" จึงหมายความว่า "การประชุมอันประกอบด้วยด้วยองค์ ๔"

    ซึ่งเป็นเหตุการณ์อัศจรรย์เกิดขึ้นพร้อมกันสมัยพระพุทธกาล คือ

    ๑. พระภิกษุสงฆ์ จำนวน ๑,๒๕๐ รูป ซึ่งเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า

    มาประชุมพร้อมกันที่เวฬุวันวิหารในกรุงราชคฤห์ โดยมิได้นัดหมาย

    ๒. พระภิกษุสงฆ์ จำนวน ๑,๒๕๐ รูป เหล่านี้ล้วนเป็น "เอหิภิกขุอุปสัมปทา"

    คือเป็นผู้ที่ได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น

    ๓. พระภิกษุสงฆ์ จำนวน ๑,๒๕๐ รูป เหล่านี้ที่มาประชุมพร้อมกัน

    ล้วนแต่เป็นผุ้ได้บรรลุพระอรหันต์แล้วทุกองค์

    ๔. พระภิกษุสงฆ์ จำนวน ๑,๒๕๐ รูป เหล่านี้ที่มาประชุมพร้อมกัน

    ในวันพระจันทร์เต็มดวงกำลังเสวยมาฆฤกษ์ คือวันเพ็ญ เดือน ๓

    เป็นวันที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนา

    อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา คือ "โอวาทปาฏิโมกข์"

     

    "โอวาทปาฏิโมกข์"

    พระพุทธเจ้าเมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นมหาสังฆสันนิบาต

    อันประกอบไปด้วยเหตุอัศจรรย์ดังกล่าว ๔ ประการ

    จึงทรงเห็นเป็นโอกาสอันสมควรที่จะแสดง "โอวาทปาฏิโมกข์"

    อันเป็นหลักคำสอนสำคัญที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาแก่ที่ประชุมพระสงฆ์เหล่านั้น

    เพื่อวางจุดหมาย หลักการ และวิธีการ ในการเข้าถึงพระพุทธศาสนา

    แก่พระอรหันต์ซึ่งเป็นสาวกของพระองค์และพุทธบริษัททั้งหลาย

    พระพุทธองค์จึงทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์เป็นพระพุทธพจน์ ๓ คาถากึ่ง

    ท่ามกลางมหาสังฆสันนิบาตนั้น มีใจความดังนี้

    • พระพุทธพจน์คาถาที่ ๑

    ทรงกล่าวถึง "พระนิพพาน"

    ว่าเป็นจุดมุ่งหมายหรืออุดมการณ์อันสูงสุดของบรรพชิตและพุทธบริษัท

    อันมีลักษณะที่แตกต่างจากศาสนาอื่น ดังพระบาลีว่า "นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา"

    • พระพุทธพจน์คาถาที่ ๒

    ทรงกล่าวถึง วิธีการอันเป็นหัวใจสำคัญ

    เพื่อเข้าถึงจุดมุ่งหมายของพระพุทธศาสนาแก่พุทธบริษัททั้งปวงโดยย่อ

    คือ การไม่ทำความชั่วทั้งปวง การบำเพ็ญแต่ความดี

    และการทำจิตของตนให้ผ่องใสเป็นอิสระจากกิเลสทั้งปวง

    ส่วนนี้เองของโอวาทปาฏิโมกข์ที่พุทธศาสนิกชนมักท่องจำกันไปปฏิบัติ

    ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งคาถาในสามคาถากึ่งของโอวาทปาฏิโมกข์เท่านั้น

    • พระพุทธพจน์คาถาที่ ๓

    ทรงกล่าวถึง หลักการปฏิบัติของพระสงฆ์ผู้ทำหน้าที่เผยแผ่พระศาสนา ๖ ประการ

    คือ การไม่กล่าวร้ายใคร การไม่ทำร้ายใคร การมีความสำรวมในปาฏิโมกข์ทั้งหลาย

    การเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร และการรู้จักที่นั่งนอนอันสงัด

     

    "โอวาทปาฏิโมกข์" คือหลักธรรมคำสอนอันเป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา

    เป็นการปฏิบัติด้วยกาย วาจา ใจ ๓ ประการ ได้แก่

    ๑. ไม่ทำความชั่วทั้งปวง

    ๒. ทำความดีให้ถึงพร้อม

    ๓. ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส

     

    หลักธรรมที่ควรนำไปปฏิบัติ

    "โอวาทปาฏิโมกข์" เป็นหลักธรรมประกอบด้วย หลักการ ๓ อุดมการณ์ ๔ วิธีการ ๖ ดังนี้

    • หลักการ ๓

    ๑. การไม่ทำบาปทั้งปวง ได้แก่การงดเว้น การลด ละเลิก ทำบาปทั้งปวง

    ซึ่งได้แก่ อกุศลกรรมบถ ๑๐ ทางแห่งความชั่ว มี ๑๐ ประการ

    อันเป็นความชั่วทางกาย ทางวาจา และทางใจ

    ความชั่วทางกาย ได้แก่ การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติ ผิดในกาม

    ความชั่วทางวาจา ได้แก่ การพูดเท็จ การพูดส่อเสียด การพูดเพ้อเจ้อ

    ความชั่วทางใจ ได้แก่ การอยากได้สมบัติของผู้อื่น

    การผูกพยาบาท และความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม

    ๒. การทำกุศลให้ถึงพร้อม ได้แก่ การทำความดีทุกอย่าง

    ซึ่งได้แก่ กุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นแบบของการทำฝ่ายดีมี ๑๐ ประการ

    อันเป็นความดีทางกาย ทางวาจา และทางใจ

    ความดีทางกาย ได้แก่ การไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทำร้ายเบียดเบียนผู้อื่น ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

    การไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ มาเป็นของตน

    มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และการไม่ประพฤติผิดในกาม

    การทำความดีทางวาจา ได้แก่ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ

    พูดแต่คำจริง พูดคำอ่อนโยน พูดคำให้เกิดความสามัคคี พูดถูกกาลเทศะ

    การทำความดีทางใจ ได้แก่ การไม่โลภอยากได้ของของผู้อื่น มีแต่คิดเสียสละ

    การไม่ผูกอาฆาตพยาบาท มีแต่คิดเมตตาด้วยปรารถนาดี

    และมีความเห็นความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม

    เช่น เห็นว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

    ๓. การทำจิตให้ผ่องใส ได้แก่ การทำจิตของตนให้ผ่องใส

    ปราศจากนิวรณ์ซึ่งเป็นเครื่องขัดขวางจิตไม่ให้เข้าถึงความสงบ มี ๕ ประการ ได้แก่

    ๑. ความพอใจในกาม (กามฉันทะ)

    ๒. ความอาฆาตพยาบาท (พยาบาท)

    ๓. ความหดหู่ท้อแท้ ง่วงเหงาหาวนอน (ถีนะมิทธะ)

    ๔. ความฟุ้งซ่าน รำคาญ (อุทธัจจะกุกกุจจะ)

    ๕. ความลังเลสงสัย (วิกิจฉา)

    • อุดมการณ์ ๔

    ๑. ความอดทน ได้แก่ ความอดกลั้น ไม่ทำบาปทั้งทางกาย วาจา ใจ

    ๒. ความไม่เบียดเบียน ได้แก่ การงดเว้นจากการทำร้าย รบกวน หรือ เบียดเบียนผู้อื่น

    ๓. ความสงบ ได้แก่ ปฏิบัติตนให้สงบทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ

    ๔. นิพพาน ได้แก่ การดับทุกข์ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนาตามมรรคมีองค์ ๘

    • วิธีการ ๖

    ๑. ไม่ว่าร้าย ได้แก่ ไม่กล่าวให้ร้ายหรือ กล่าวโจมตีใคร

    ๒. ไม่ทำร้าย ได้แก่ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น

    ๓. สำรวมในปาฏิโมกข์ ได้แก่ ความเคารพระเบียบวินัย กฎหมาย ขนบธรรมเนียมประเพณี

    ๔. รู้จักประมาณ ได้แก่ รู้จักความพอดีในการบริโภคอาหารหรือการใช้สอยสิ่งต่างๆ

    ๕. อยู่ในสถานที่ที่สงัด ได้แก่ อยู่ในสถานที่สงบมีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม

    ๖. ฝึกหัดจิตใจให้สงบ ได้แก่ฝึกหัดชำระจิตให้สงบมีสุขภาพคุณภาพและประสิทธิภาพที่ดี

     

    การปลงอายุสังขาร

    หลังจากที่ "พระสัมมาสัมพุทธเจ้า" ได้ตรัสรู้และสั่งสอนพระธรรมมาเป็นระยะเวลา ๔๕ ปี

    พระองค์ทรงปลงอายุสังขาร คือพระองค์ทรงตั้งพระทัยว่า

    “ต่อแต่นี้ไปอีก ๓ เดือน เราจักเสด็จดับขันธปรินิพพาน”

    การปลงอายุสังขาร ตรงกับวันมาฆบูชาในปีที่พระพุทธองค์มีพระชนมายุ ๘๐ พระชันษา

    ด้วยเหตุนี้ชาวพุทธจึงถือว่า "วันมาฆบูชา" เป็นวันที่มีความสำคัญเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้า

    รวม ๒ ประการคือ เป็นวันที่แสดงโอวาทปาฏิโมกข์ และ เป็นวันปลงอายุสังขาร

     

    ประวัติการประกอบพิธีมาฆบูชา

    การมาฆบูชานี้ เดิมประเทศไทยไม่เคยมีมาก่อน และได้เริ่มเกิดขึ้นเมื่อแผ่นดินสมัย

    "พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว" รัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

    ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชกุศลวันมาฆบูชาขึ้น

    โดยการประกอบพระราชพิธีคงคล้ายกับวันวิสาขบูชา

    คือมีการบำเพ็ญพระราชกุศลต่างๆ เริ่มประกอบในพระบรมมหาราชวังก่อน

    มีการพระราชทานจุดเทียนตามประทีปเป็นพุทธบูชา

    ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และพระอารามหลวงต่างๆ เป็นต้น

    โดยในช่วงแรกพิธีมาฆบูชาคงเป็นการพระราชพิธีภายใน ยังไม่แพร่หลายทั่วไป

    จนต่อมาความนิยมจัดพิธีมาฆบูชาจึงได้ขยายออกไปทั่วราชอาณาจักร

    โดยทรงถือตามแบบของโบราณบัณฑิตที่ได้นิยมกันว่า "วันมาฆปูรณมีบูชา"

    วันพระจันทร์เสวยฤกษ์มาฆะเต็มบริบูรณ์

    ซึ่งเป็นวันที่พระอรหันต์พุทธสาวก จำนวน ๑,๒๕๐ รูป

    ได้ประชุมกันพร้อมด้วยองค์สี่ประการ เรียกว่า "จาตุรงคสันนิบาต"

    พระพุทธเจ้าได้ตรัสเทศนาโอวาทปฏิโมกข์ในที่ประชุมสงฆ์

    เป็นการประชุมใหญ่และเป็นการอัศจรรย์ในพระพุทธศาสนา

    นักปราชญ์จึงได้ถือเอาเหตุนั้นกอบการสักการบูชาพระพุทธเจ้า

    และพระอรหันต์ ๑,๒๕๐ พระองค์นั้น ให้เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสและสังเวช

     

    การประกอบพิธีสงฆ์ในวันมาฆบูชา

    พระสงฆ์จะเป็นผู้นำในการประกอบพิธี

    มีการให้โอวาท สวดมนต์ และนำในการเวียนเทียน

    การแสดงพระธรรมเทศนาเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของวันมาฆบูชา

    การนั่งสมาธิเจริญภาวนา ซึ่งการปฏิบัติดังกล่าวสุดแต่เห็นสมควร

     

    ข้อปฏิบัติสำหรับชาวพุทธในวันมาฆบูชา

    ๑. จัดเตรียมเครื่องสักการะบูชา เช่น ดอกไม้ ธูป เทียน

    สำหรับไปทำบุญประกอบพิธีที่วัด ตามเวลานัดหมาย

    เพื่อฟังโอวาทหรือพระธรรมเทศนา สวดมนต์ และเวียนเทียน

    ๒. ก่อนออกจากบ้าน ควรอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด

    ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใสและแต่งกายให้เรียบร้อย

    ๓. เมื่อถึงวัดวาอารามแล้ว ควรอยู่ในอาการสำรวมประกอบทั้ง กาย วา ใจ

    หรือกระทำภารกิจอื่นอันไม่สมควร เช่น เคาะระฆังเล่น จุดดอกไม้ไฟเล่น เป็นต้น

    ๔. เมื่อถึงเวลาประกอบพิธี เข้าแถวหรือเข้าไปในสถานที่กำหนดโดยพร้อมเพรียงกัน

    ๕. ก่อนเริ่มพิธีเวียนเทียน พระสงฆ์ผู้เป็นประธานกล่าวให้โอวาท

    ทุกคนประนมมือ ตั้งใจฟังด้วยความสงบ กล่าวคำสาธุเมื่อพระสงฆ์ให้โอวาทจบ

    ๖. ในพิธีสวดมนต์ จะมีผู้กล่าวนำคำบูชาเนื่องในวันมาฆบูชา และคำบูชาพระรัตนตรัย

    ให้ทุกคนจุดธูปเทียนประนมมือ กล่าวตามด้วยความเคารพสุภาพเรียบร้อย

    ทำจิตใจให้มีสมาธิ สงบ และแน่วแน่ระลึกถึง พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ

    ๗. ในการเดินเวียนเทียน ไม่ควรส่งเสียงพูดคุยหรือเดินแซงผู้ที่เดินอยู่ข้างหน้า

    ในการเดินเวียนเทียน จะกระทำ ๓ รอบ โดยเวียนไปทางขวา เรียกว่า "เวียนแบบทักขิณาวัฏ"

    รอบที่ ๑ ให้รำลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า โดยภาวนาคาถา บทอิติปิโส ภควาฯ

    รอบที่ ๒ ให้รำลึกถึงคุณพระธรรม โดยภาวนาคาถา บทสวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโมฯ

    รอบที่ ๓ ให้รำลึกถึงคุณพระสงฆ์ โดยภาวนาคาถา บทสุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆฯ

    ๘. เมื่อเวียนเทียนครบ ๓ รอบแล้ว นำดอกไม้ ธูป เทียน วางไว้ในจุดกำหนด เป็นอันเสร็จพิธี

    ๙. หลังจากเสร็จพิธีเวียนเทียนแล้ว ควรช่วยกันทำความสะอาดบริเวณโบสถ์ให้เรียบร้อย

    แล้วแยกย้ายกันกลับบ้านด้วยความสงบอิ่มเอมใจ หรืออยู่ร่วมพิธีอื่นๆ ที่ทางวัดจัดให้มีขึ้น

     

    วันมาฆบูชา ในปฏิทินสุริยคติ

    วันมาฆบูชาสำหรับปี พ.ศ. ๒๕๕๔ : ตรงกับวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๔

    วันมาฆบูชาสำหรับปี พ.ศ. ๒๕๕๕ : ตรงกับวันที่ ๐๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕

    วันมาฆบูชาสำหรับปี พ.ศ. ๒๕๕๖ : ตรงกับวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๖

    วันมาฆบูชาสำหรับปี พ.ศ. ๒๕๕๗ : ตรงกับวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๗

    วันมาฆบูชาสำหรับปี พ.ศ. ๒๕๕๘ : ตรงกับวันที่ ๐๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๘

    วันมาฆบูชาสำหรับปี พ.ศ. ๒๕๕๙ : ตรงกับวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๙

    วันมาฆบูชาสำหรับปี พ.ศ. ๒๕๖๐ : ตรงกับวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๐

     



"วันมาฆบูชา"
"วันกตัญญูแห่งชาติ"


"วันมาฆบูชา" :: "วันกตัญญูแห่งชาติ"

[วันแห่งความรักพระพุทธศาสนา]

 

ในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ รัฐบาลไทยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของวันมาฆบูชา

ที่อาจถือได้ว่าเป็นวันแห่งความรักของพระพุทธศาสนา

โดยถือว่าเหตุการณ์สำคัญที่เหล่าพระสาวกทั้ง ๑,๒๕๐ รูป

ได้กลับมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าด้วยความรักในพระองค์

หลังจากได้ออกไปเผยแผ่พระศาสนาโดยมิได้นัดหมาย

ดังกล่าวเป็นสิ่งที่แสดงถึงความกตัญญูกตเวทีอันบริสุทธิ์

และโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลาในปฏิทินจันทรคติในวันเพ็ญเดือนสาม

มักจะตกใกล้กับช่วงเทศกาลวันแห่งความรัก "วันวาเลนไทน์"

ซึ่งวัยรุ่นไทยบางกลุ่มมักยึดถือคติค่านิยมวันแห่งความรักในวันวาเลนไทน์ในทางที่ผิด

โดยนิยมยึดถือกันว่าเป็นวันแห่งความรักเชิงปฏิสัมพันธ์ของคนหนุ่มสาว

หรือแม้กระทั่งถือเอาความนิยมที่ผิดว่าเป็น 'วันประเวณี' ของวัยรุ่นไทย

ซึ่งส่งผลกระทบต่อค่านิยมทางจริยธรรมและศีลธรรมอันดีงามของไทย

รัฐบาลไทยในสมัยนั้นจึงได้ประกาศให้วันมาฆบูชาเป็นวันกตัญญูแห่งชาติ

เพื่อส่งเสริมค่านิยมที่เหมาะสมแก่วัยรุ่นไทย ให้หันมาสนใจกับความรักอันบริสุทธิ์

แทนที่จะไปมัวเมากับความรักใคร่ชู้สาวหรือเรื่องทางเพศของหนุ่มสาว

อันจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาต่อเนื่องแก่สังคม และอื่นๆ อีกมากมาย เช่นโรคทางเพศ

การผลักดันให้มีวันกตัญญูแห่งชาติ มีมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๖

โดยเคยมีการตั้งกระทู้ถามในสภาผู้แทนราษฎรให้พิจารณากำหนดให้มีวันกตัญญูแห่งชาติ

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ได้มีการส่งเสริมให้วันมาฆบูชาเป็นวันกตัญญูแห่งชาติอีกวันหนึ่งด้วย

โดยวันกตัญญูแห่งชาตินี้ นอกจากจะมีเพื่อเป็นการแสดงออกถึงความรักอันบริสุทธิ์แล้ว

และเพื่อส่งเสริมค่านิยมให้คนไทยยึดถือความกตัญญู

โดยอาจมีการพูดคุย ส่งการ์ดอวยพร มอบของขวัญหรือช่อดอกไม้แก่ผู้มีพระคุณของเรา

เป็นการแสดงความระลึกถึงพระคุณด้วยความปรารถนาดีของผู้ให้

การแสดงออกซึ่งน้ำใจ ที่แสดงสัมพันธภาพที่ดีงามอย่างสร้างสรรค์

 

 

*`♥´*


⊹ ประพฤติปฏิบัติกุศลธรรมถวายเป็นพระพุทธบูชาและน้อมถวายเป็นพระราชกุศล 

ขอบพระคุณแหล่งที่มาของข้อมูลและภาพ 
พระไตรปิฎก, วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, สำนักงานราชบัณฑิตยสถาน, อื่นๆ

 ผู้ค้นคว้ารวบรวมเรียบเรียงบันทึกเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา ⊹
โอม สุปฏิปันโน
(แอนนี่สุ นาโนนิ)

THANK YOU
Ohm Supatipanno
(Anniesu Nanoni)

 

Anniesu Nanoni ® All rights reserved.